top of page

สู้วิกฤตเตียงเต็ม: คู่มือวางแผน "Safe Discharge" รับมือเทศกาล เมื่อโรงพยาบาลต้องเคลียร์ผู้ป่วย แต่ที่บ้านยังไม่พร้อม

สู้วิกฤตเตียงเต็ม: คู่มือวางแผน "Safe Discharge" รับมือเทศกาล เมื่อโรงพยาบาลต้องเคลียร์ผู้ป่วย แต่ที่บ้านยังไม่พร้อม
สู้วิกฤตเตียงเต็ม: คู่มือวางแผน "Safe Discharge" รับมือเทศกาล เมื่อโรงพยาบาลต้องเคลียร์ผู้ป่วย แต่ที่บ้านยังไม่พร้อม

สวัสดีค่ะ เจี๊ยบ กรรณิการ์ วิฑูรย์ ค่ะ ในฐานะ พยาบาลวิชาชีพ และเป็นผู้บริหารที่อยู่เบื้องหลังการดูแลผู้ป่วยที่ CMNH (เชียงใหม่เนิร์สซิ่ง โฮม แคร์) มานานนับทศวรรษ เจี๊ยบได้เห็นวัฏจักรของความกังวลที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ในทุกช่วงเทศกาล โดยเฉพาะช่วงวันหยุดยาว เช่น ปีใหม่, สงกรานต์

หลายครอบครัวอาจกำลังเตรียมตัวฉลอง แต่สำหรับบางครอบครัว โทรศัพท์จากโรงพยาบาลกลับนำพาความกังวลมาให้: "คุณหมอแจ้งให้รับผู้ป่วยกลับบ้านแล้วนะคะ"


ใจหนึ่งก็ดีใจที่คนที่คุณรักอาการดีขึ้นจนได้กลับบ้าน แต่ใจหนึ่ง... ก็เริ่มถามตัวเองว่า "เราพร้อมจริง ๆ หรือ?"

  • ใครจะอยู่เฝ้าในช่วงที่ลูกหลานคนอื่นต้องไปทำงาน/ไปเที่ยว?

  • เครื่องมือดูดเสมหะที่บ้านใช้เป็นหรือเปล่า?

  • ถ้าแผลกดทับที่เป็นอยู่แย่ลงช่วงหยุดยาว จะไปหาหมอที่ไหน?

ความไม่พร้อมเหล่านี้ ไม่ใช่ความผิดของใคร แต่เป็น "ช่องว่างของการดูแล" ที่เกิดขึ้นระหว่างระบบโรงพยาบาลกับสภาพความเป็นจริงที่บ้านค่ะ


บทความนี้เกิดจากความตั้งใจจริงของเจี๊ยบและคุณหมอต้น (นายแพทย์ ณัฐวรรธ วิฑูรย์) ที่อยากให้ความรู้เชิงลึกแก่ทุกครอบครัว เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ "การเคลียร์เตียง" อย่างรอบด้าน และวางแผน Safe Discharge Planning (การวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยอย่างปลอดภัย) ที่จะช่วยปกป้องคนที่คุณรักให้ฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง ปลอดภัย และมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดค่ะ

บทที่ 1: เจาะลึกเบื้องหลัง "ปรากฏการณ์เคลียร์เตียง" ในมุมมองของทีมพยาบาล

เจาะลึกเบื้องหลัง "ปรากฏการณ์เคลียร์เตียง" ในมุมมองของทีมพยาบาล
เจาะลึกเบื้องหลัง "ปรากฏการณ์เคลียร์เตียง" ในมุมมองของทีมพยาบาล

หลายท่านอาจรู้สึกว่าการถูก "เคลียร์เตียง" เป็นเรื่องไม่ยุติธรรม แต่ในฐานะคนในวงการ เจี๊ยบอยากจะอธิบายปรากฏการณ์นี้ด้วยความเข้าใจ เพื่อให้เราเปลี่ยนความขุ่นเคืองให้กลายเป็นการวางแผนรับมือที่ชาญฉลาดแทนค่ะ

1.1 ปรากฏการณ์ "Bed Clearing Crisis": ทำไมต้องทำในช่วงเทศกาล?

เหตุผลหลักที่โรงพยาบาลจำเป็นต้อง "เคลียร์เตียง" ผู้ป่วยที่มีอาการคงที่ (Stable) คือการเตรียมพร้อมรับมือกับ "มหาวิกฤต" ที่มาพร้อมกับวันหยุดยาว:

  1. สถิติอุบัติเหตุที่พุ่งสูง: ช่วงเทศกาลคือช่วงที่เคสอุบัติเหตุวิกฤต (Trauma Cases) หลั่งไหลเข้าสู่ห้องฉุกเฉินอย่างต่อเนื่อง เคสเหล่านี้ต้องการห้องผ่าตัด ต้องการเตียง ICU และต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิด

  2. ทรัพยากรบุคคลจำกัด: ในช่วงวันหยุดยาว บุคลากรทางการแพทย์ก็ต้องมีวันพักผ่อน ทำให้กำลังคนที่จะดูแลผู้ป่วยในวอร์ดลดลง หากต้องรับเคสวิกฤตเข้ามาเพิ่ม อาจทำให้เกิดความผิดพลาดในการดูแลผู้ป่วยทั้งหมดได้

  3. เกณฑ์การจำหน่ายผู้ป่วยที่ผ่อนปรน: เมื่อผู้ป่วย "พ้นขีดอันตราย" (เช่น ไม่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจหลักแล้ว ไม่มีความเสี่ยงติดเชื้อเฉียบพลันแล้ว) แพทย์จะพิจารณาให้กลับบ้านเพื่อเปิดทางให้เคสที่วิกฤตกว่า ซึ่งเป็นความจำเป็นของระบบรวม

มุมมองของเราที่ CMNH: เราเข้าใจความจำเป็นของโรงพยาบาล แต่เราก็ตระหนักว่าการส่งต่อผู้ป่วยที่ยังต้องใช้ทักษะการดูแลสูงกลับไปสู่สภาพแวดล้อมที่ "ไม่พร้อม" คือการสร้าง "ช่องว่างความเสี่ยง (Risk Gap)" ที่อันตรายมากที่สุด

1.2 "ช่องว่างความเสี่ยง" ที่บ้านใหญ่กว่าที่คิด

ความแตกต่างระหว่างโรงพยาบาลกับบ้าน คือความแตกต่างระหว่างการมี "ระบบ" กับการดูแลแบบ "พึ่งพาตัวเอง":

  • การเฝ้าระวัง 24/7: ที่โรงพยาบาล หากผู้ป่วยหายใจแผ่วลง พยาบาลจะทราบทันที แต่ที่บ้าน ญาติอาจกำลังพักผ่อนหรือนอนหลับ ความผิดพลาดเล็กน้อยที่บ้านสามารถนำไปสู่การเสียชีวิตหรือการเข้ารักษาซ้ำได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง

  • การปลอดเชื้อ (Aseptic Technique): การให้อาหารทางสายยาง การดูแลท่อเจาะคอ หรือการทำแผลกดทับ ต้องใช้หลักการปลอดเชื้ออย่างเคร่งครัด หากขาดความรู้ อาจทำให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด

  • การฟื้นฟูที่ต่อเนื่อง: การกายภาพบำบัดต้องทำอย่างสม่ำเสมอ หากหยุดช่วงเทศกาล สมองและกล้ามเนื้อของผู้ป่วยที่กำลังฟื้นฟูหลัง Stroke อาจถดถอยกลับไปสู่จุดเดิมได้ง่าย

บทที่ 2: 7 สัญญาณอันตรายที่พยาบาลเป็นห่วงที่สุด... จากประสบการณ์รับเคส Re-admission

7 สัญญาณอันตรายที่พยาบาลเป็นห่วงที่สุด... จากประสบการณ์รับเคส Re-admission
7 สัญญาณอันตรายที่พยาบาลเป็นห่วงที่สุด... จากประสบการณ์รับเคส Re-admission

จากประสบการณ์ของเจี๊ยบในการรับดูแลผู้ป่วยที่ถูกจำหน่ายออกจากโรงพยาบาลในช่วงเทศกาล สิ่งที่เราพบคือ ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยต้องกลับเข้าโรงพยาบาลด้วย 7 ภาวะวิกฤตเหล่านี้ค่ะ หากครอบครัวใดที่บ้านยังไม่มีความเชี่ยวชาญใน 7 ข้อนี้ โปรดระวังเป็นพิเศษ

1. ภาวะสำลักลงปอด (Aspiration Pneumonia)

  • ความกังวลของพยาบาล: การจัดท่าผู้ป่วยให้อาหารไม่ถูกต้อง (ควรสูง 30-45 องศา) หรือการป้อนอาหาร/น้ำที่ไม่เหมาะสมกับภาวะกลืนลำบากของผู้ป่วย ทำให้เศษอาหารหลุดเข้าปอด กลายเป็นปอดอักเสบภายใน 24 ชั่วโมง

  • สิ่งที่ CMNH ทำ: ทีมผู้ดูแลสหวิชาชีพการจะประเมินระดับการกลืน (Swallowing Assessment) และกำหนดความข้นหนืดของอาหาร (Consistency) ที่ปลอดภัยที่สุด รวมถึงการดูแลเรื่องการทดสอบตำแหน่งสายให้อาหารก่อนทุกครั้ง

2. ท่อเจาะคออุดตัน (Tracheostomy Obstruction)

  • ความกังวลของพยาบาล: ผู้ป่วยที่ต้องดูแล "การเจาะคอ" (Tracheostomy) หากเสมหะเหนียวและไม่ได้รับการดูดออกอย่างล้ำลึกและสะอาดเพียงพอ (Sterile Suction Technique) จะเกิดการอุดตันท่อหายใจ ทำให้ผู้ป่วยขาดอากาศหายใจ

  • สิ่งที่ CMNH ทำ: มีทีมสหวิชาชีพที่ผ่านการฝึกอบรมการดูแลท่อเจาะคอและการจัดการทางเดินหายใจโดยเฉพาะ พร้อมอุปกรณ์ช่วยชีวิตฉุกเฉิน (Ambu Bag) ตลอด 24 ชั่วโมง

3. แผลกดทับที่ลุกลามอย่างรวดเร็ว (Rapidly Progressing Pressure Ulcer)

  • ความกังวลของพยาบาล: การดูแลที่บ้านมักขาดความสม่ำเสมอในการพลิกตัวทุก 2 ชั่วโมง และขาดความรู้เรื่องการใช้ที่นอนลมที่ถูกต้อง แผลกดทับสามารถเปลี่ยนจากระยะ 1 ไปสู่ระยะ 3 (ลึกถึงกล้ามเนื้อ) ได้ในเวลาเพียง 2-3 วัน และการรักษาแผลเหล่านี้ในโรงพยาบาลมีค่าใช้จ่ายสูงมาก

  • สิ่งที่ CMNH ทำ: มีตารางพลิกตัวที่เข้มงวด (ทุก 2 ชั่วโมง) พร้อมอุปกรณ์ป้องกันแรงเฉือน (Shear Force) และทีมสหวิชาชีพผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลแผล (Wound Care Specialist)

4. ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง/ต่ำ (Glucose Fluctuation)

  • ความกังวลของพยาบาล: ผู้ป่วยติดเตียงที่เป็นเบาหวาน การจัดการอาหารที่บ้านอาจผิดพลาด (เช่น ปริมาณคาร์โบไฮเดรตสูงเกินไป) ทำให้ระดับน้ำตาลสวิง เสี่ยงต่อการหมดสติหรือภาวะ Ketoacidosis

  • สิ่งที่ CMNH ทำ: การบริหารอาหารตามหลักโภชนาการเฉพาะโรค (Therapeutic Diet) พร้อมการตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดอย่างสม่ำเสมอ และการให้ยาอินซูลิน/ยาเบาหวานที่แม่นยำ

5. การเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ (DVT/VTE)

  • ความกังวลของพยาบาล: ผู้ป่วยที่นอนติดเตียงนานๆ โดยเฉพาะหลังการผ่าตัด หรือผู้ป่วย Stroke มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดลิ่มเลือดที่ขา ซึ่งอาจหลุดไปอุดตันปอด (Pulmonary Embolism) จนถึงแก่ชีวิตได้

  • สิ่งที่ CMNH ทำ: การบริหารความเสี่ยงด้วยการทำกายภาพบำบัดแบบ Passive Exercise อย่างสม่ำเสมอ การนวดเพื่อกระตุ้นการไหลเวียน และการใส่ถุงน่องป้องกัน DVT (Anti-Embolism Stocking) ตามคำแนะนำของแพทย์

6. การขาดยาที่จำเป็น หรือการบริหารยาผิดพลาด (Medication Non-Adherence)

  • ความกังวลของพยาบาล: ญาติผู้ป่วยที่ไม่มีประสบการณ์อาจสับสนกับยาหลายสิบชนิด (เช่น ยาเม็ดสีขาวหลายเม็ด) หรือลืมให้ยาละลายลิ่มเลือด/ยาควบคุมความดัน ซึ่งอาจนำไปสู่ Stroke หรือ Heart Attack ซ้ำ

  • สิ่งที่ CMNH ทำ: ระบบการบริหารยาที่เข้มงวด โดยทีมสหวิชาชีพผู้จัดยา (Medication Management System) บันทึกและตรวจสอบซ้ำ (Double Check) ก่อนให้ยาแก่ผู้ป่วยทุกครั้ง

7. ภาวะอ่อนแรงถดถอย (Functional Decline)

  • ความกังวลของพยาบาล: เมื่อไม่มีนักกายภาพบำบัดที่บ้าน ผู้ป่วยจะเสียโอกาสในการฟื้นฟู (Golden Period) กล้ามเนื้อที่อ่อนแรงอยู่แล้วจะลีบลงอย่างรวดเร็ว ทำให้การกลับมายืน/เดินได้เองเป็นไปได้ยากขึ้น

  • สิ่งที่ CMNH ทำ: การฟื้นฟูระบบประสาทที่ออกแบบโดยทีมสหวิชาชีพ (แพทย์-พยาบาล-นักกายภาพฯ) ที่เน้นความต่อเนื่องในทุกวัน ไม่เว้นวันหยุด

บทที่ 3: เช็กลิสต์ความพร้อม 50 ข้อจากใจพยาบาล... ก่อนพาคนที่คุณรักกลับบ้าน

ในฐานะพยาบาลที่ห่วงใยทุกครอบครัว ก่อนที่คุณจะเซ็นชื่อรับผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาลในช่วงเทศกาล เจี๊ยบขอให้คุณใช้เช็กลิสต์ 50 ข้อนี้ประเมินความพร้อมของบ้านและตัวคุณเองอย่างซื่อสัตย์ หากตอบว่า "ไม่พร้อม" (No) เกิน 5 ข้อ โดยเฉพาะในหมวด B และ C เจี๊ยบขอแนะนำให้พิจารณาใช้บริการ Safe Discharge Planning ที่ศูนย์ดูแลฟื้นฟูฯ ที่มีความพร้อมสูง

หมวด A: ความพร้อมด้านสถานที่ (Environment Readiness)

ข้อ

คำถามประเมินตนเอง

พร้อม (Yes)

ไม่พร้อม (No)

1

ที่บ้านมีการติดตั้งเตียงผู้ป่วยแบบปรับระดับได้ (Hospital Bed) แล้วหรือไม่?

 

 

2

มีพื้นที่รอบเตียงกว้างพอให้พยาบาลหรือผู้ดูแลเข้าถึงได้ 3-4 ทิศทาง เพื่อช่วยพลิกตัว/ทำ CPR หรือไม่?

 

 

3

ห้องน้ำมีการติดตั้งราวจับอย่างมั่นคง และพื้นไม่ลื่นหรือไม่?

 

 

4

พื้นที่ทางเดินภายในบ้านเรียบเสมอกัน ปราศจากสิ่งกีดขวาง/พรมที่เสี่ยงต่อการหกล้มหรือไม่?

 

 

5

แสงสว่างในห้องเพียงพอต่อการสังเกตสีผิวและการทำหัตถการในเวลากลางคืนหรือไม่?

 

 

6

มีอ่างล้างมือพร้อมสบู่อยู่ใกล้บริเวณดูแล เพื่อรักษาความสะอาดของมือหรือไม่?

 

 

7

อุณหภูมิห้องสามารถควบคุมได้ (ไม่ร้อนเกินไปจนเกิดภาวะขาดน้ำ หรือไม่หนาวเกินไป) หรือไม่?

 

 

8

(กรณีใช้เครื่องช่วยหายใจ/ดูดเสมหะ) มีแหล่งไฟฟ้าสำรอง หรือ UPS รองรับกรณีไฟดับหรือไม่?

 

 

9

มีถังขยะและระบบแยกขยะติดเชื้อ (เช่น สำลีเปื้อนเลือด, สายดูดเสมหะ) ชัดเจนหรือไม่?

 

 

10

มีโทรศัพท์หรือปุ่มกดฉุกเฉินที่ผู้ป่วยสามารถเรียกผู้ดูแลได้ง่ายหรือไม่?

 

 

หมวด B: ความพร้อมด้านอุปกรณ์การแพทย์ (Essential Equipment)

ข้อ

คำถามประเมินตนเอง

พร้อม (Yes)

ไม่พร้อม (No)

11

มีเครื่องดูดเสมหะ (Suction Machine) ที่ใช้งานได้ดี พร้อมสายดูดเพียงพอหรือไม่?

 

 

12

มีเครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว (Pulse Oximeter) ที่แม่นยำหรือไม่?

 

 

13

มีเครื่องวัดความดันโลหิตที่ผ่านการสอบเทียบ (Calibrate) แล้วหรือไม่?

 

 

14

มีที่นอนลมแบบลอน (Alternating Pressure Air Mattress) ที่เหมาะสมกับน้ำหนักผู้ป่วยหรือไม่?

 

 

15

มีรถเข็น (Wheelchair) ที่ขนาดและประเภทเหมาะสมกับผู้ป่วยหรือไม่?

 

 

16

(กรณีให้อาหารทางสายยาง) มีกระบอกให้อาหาร/ Syringe และอุปกรณ์ปั่นที่ถูกสุขลักษณะหรือไม่?

 

 

17

มีอุปกรณ์ทำแผล (Dressing Set) และน้ำยาฆ่าเชื้อ (เช่น น้ำเกลือ) ที่ถูกต้องตามแพทย์สั่งหรือไม่?

 

 

18

มีผ้าอ้อมผู้ใหญ่/แผ่นรองซับที่มีคุณภาพ ป้องกันการระคายเคืองผิวหนังหรือไม่?

 

 

19

มีถุงมือปลอดเชื้อ (Sterile Gloves) และถุงมือสะอาด (Non-Sterile Gloves) เพียงพอหรือไม่?

 

 

20

มีแผ่นรองกันเปียก (Draw Sheet) สำหรับช่วยพลิกตัวโดยลดแรงเสียดทานหรือไม่?

 

 

หมวด C: ความพร้อมด้านผู้ดูแลและทักษะ (Caregiver Competency & Skills)

ข้อ

คำถามประเมินตนเอง

พร้อม (Yes)

ไม่พร้อม (No)

21

มีผู้ดูแลหลักที่มีทักษะและพร้อมอยู่กับผู้ป่วยตลอด 24 ชั่วโมงในช่วงเทศกาลหรือไม่?

 

 

22

ผู้ดูแลหลัก ทราบและสามารถ ดูดเสมหะได้โดยไม่ทำให้ผู้ป่วยบาดเจ็บหรือสำลักซ้ำหรือไม่?

 

 

23

ผู้ดูแลหลัก ทราบและสามารถ ทำแผลกดทับตามขั้นตอนการปลอดเชื้ออย่างถูกต้องหรือไม่?

 

 

24

ผู้ดูแลหลัก ทราบและสามารถ ตรวจสอบตำแหน่งสายให้อาหารก่อนให้ทุกครั้งหรือไม่?

 

 

25

ผู้ดูแลหลัก สามารถ พลิกตัวผู้ป่วยตามตารางเวลา (ทุก 2 ชั่วโมง) ได้อย่างสม่ำเสมอหรือไม่?

 

 

26

ผู้ดูแลหลัก เข้าใจ วิธีการบริหารยา (กินเวลาไหน, กี่เม็ด, ยาอะไร) โดยไม่มีความสับสนหรือไม่?

 

 

27

ผู้ดูแลหลัก ทราบ วิธีการวัดและบันทึกสัญญาณชีพ (Vital Signs) ที่ถูกต้องหรือไม่?

 

 

28

ผู้ดูแลหลัก ทราบ วิธีการช่วยเหลือเบื้องต้นหากผู้ป่วยสำลักหรือหายใจติดขัดหรือไม่?

 

 

29

ผู้ดูแลหลัก ทราบ ท่ากายภาพบำบัดแบบ Passive ที่ถูกต้องเพื่อป้องกันข้อยึดติดหรือไม่?

 

 

30

(สำหรับผู้ป่วย Stroke/สมองเสื่อม) ผู้ดูแลหลัก เข้าใจ เทคนิคการสื่อสารที่ไม่ทำให้ผู้ป่วยสับสนหรือหงุดหงิดหรือไม่?

 

 

หมวด D: ความพร้อมด้านระบบสนับสนุนและการเงิน (Support System & Financial)

ข้อ

คำถามประเมินตนเอง

พร้อม (Yes)

ไม่พร้อม (No)

31

มีเบอร์โทรศัพท์รถพยาบาลฉุกเฉิน (1669) และเบอร์ของโรงพยาบาลใกล้เคียงที่เปิด 24 ชั่วโมงหรือไม่?

 

 

32

มีการติดต่อประสานงานกับนักกายภาพบำบัด/กิจกรรมบำบัดเอกชนให้เข้ามาดูแลในช่วงวันหยุดได้หรือไม่?

 

 

33

มีคนในครอบครัวที่สามารถเป็นผู้รับผิดชอบการตัดสินใจทางการแพทย์แทนผู้ป่วยได้หรือไม่?

 

 

34

มีแผนสำรองด้านการเงินสำหรับค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน (เช่น ต้องจ้างรถพยาบาลด่วน หรือซื้อยาพิเศษ) หรือไม่?

 

 

35

ได้มีการเตรียมเอกสารทางการแพทย์ (สรุปผลการรักษา) และใบรับรองแพทย์จากโรงพยาบาลแล้วหรือไม่?

 

 

36

ได้มีการเตรียมของใช้ส่วนตัวของผู้ป่วย (เสื้อผ้า, แปรงสีฟัน, ของใช้ที่คุ้นเคย) ให้พร้อมแล้วหรือไม่?

 

 

37

ที่บ้านมีแผนในการดูแลสุขภาพจิตของผู้ดูแลหลัก (Caregiver Burnout Prevention) หรือไม่?

 

 

38

ได้มีการติดต่อศูนย์ดูแลฟื้นฟูฯ หรือพยาบาลพิเศษไว้ล่วงหน้าเพื่อเป็นทางเลือกสำรองหรือไม่?

 

 

39

บ้านอยู่ใกล้โรงพยาบาลที่มีความพร้อมในการรับผู้ป่วยซ้ำในระยะเวลาที่เดินทางไม่เกิน 30 นาทีหรือไม่?

 

 

40

มีแผนการจัดการตารางเยี่ยมของผู้มาเยี่ยมในช่วงเทศกาลที่ไม่ทำให้ผู้ป่วยเหนื่อยล้าเกินไปหรือไม่?

 

 

บทที่ 4: เจาะลึกกลุ่มเสี่ยงวิกฤต: 3 เคสที่พยาบาลเป็นห่วงที่สุดในช่วงเปลี่ยนผ่าน

เจาะลึกกลุ่มเสี่ยงวิกฤต: 3 เคสที่พยาบาลเป็นห่วงที่สุดในช่วงเปลี่ยนผ่าน
เจาะลึกกลุ่มเสี่ยงวิกฤต: 3 เคสที่พยาบาลเป็นห่วงที่สุดในช่วงเปลี่ยนผ่าน

ในช่วงเทศกาล ที่โรงพยาบาลมีภาระงานล้นมือ และต้องการเคลียร์เตียงมากที่สุด ผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงวิกฤต 3 กลุ่มนี้ คือกลุ่มที่เจี๊ยบมีความกังวลมากที่สุดหากต้องกลับบ้านโดยไม่มีการวางแผนล่วงหน้า เพราะการดูแลพวกเขาไม่ใช่แค่เรื่องของความรักและความอดทน แต่คือเรื่องของ "ทักษะทางการพยาบาลวิชาชีพ" ที่ขาดไม่ได้ค่ะ

4.1 เคสที่ 1: ผู้ป่วย "เจาะคอ" (Tracheostomy) และความเสี่ยงจากการอุดตัน

ผู้ป่วยที่ต้องเจาะคอเพื่อช่วยหายใจ หรือเพื่อดูดเสมหะอย่างมีประสิทธิภาพ ถือเป็น "เคส High Acuity" ที่มีความเสี่ยงเสียชีวิตสูงหากการดูแลผิดพลาดเพียงเสี้ยววินาที

ความเสี่ยงที่บ้าน:

  • การอุดตันจากเสมหะ (Mucus Plug): หากผู้ดูแลไม่มีทักษะในการดูดเสมหะอย่างล้ำลึก หรือใช้เทคนิคที่ไม่ปลอดเชื้อ (Non-Sterile) เสมหะอาจไปอุดตันท่อหายใจ ทำให้ผู้ป่วยขาดอากาศหายใจได้ทันที

  • การติดเชื้อ: แผลเจาะคอคือช่องทางเปิดสู่ร่างกาย การดูแลความสะอาดและเปลี่ยนสายรัดคอต้องใช้เทคนิคปลอดเชื้อที่ถูกต้อง เพื่อป้องกันการติดเชื้อปอดอักเสบซ้ำซ้อน

คำแนะนำจากพยาบาลเจี๊ยบ: "การเจาะคอ" ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด หากได้รับการดูแลในสภาพแวดล้อมที่มีความพร้อมของเครื่องมือ และมีพยาบาลที่ได้รับการอบรมการดูแลทางเดินหายใจโดยเฉพาะ

4.2 เคสที่ 2: ผู้ป่วย "ให้อาหารทางสายยาง" (Tube Feeding) และภัยเงียบจากการสำลัก

การให้อาหารทางสายยาง (NG Tube, PEG Tube) เป็นหัตถการพื้นฐาน แต่เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้สูงอายุต้องกลับเข้าโรงพยาบาลด้วย "ภาวะปอดอักเสบจากการสำลัก (Aspiration Pneumonia)"

ความเสี่ยงที่บ้าน:

  • การใส่สายผิดตำแหน่ง: ผู้ดูแลมือใหม่อาจให้สารอาหารในขณะที่สายยางเลื่อนหลุดจากกระเพาะอาหารไปยังหลอดลม ซึ่งนำไปสู่การสำลักรุนแรงทันที (ที่ CMNH เราสอนทีมงานให้ตรวจสอบตำแหน่งสายทุกครั้งก่อนให้อาหาร)

  • การป้อนเร็วเกินไป: การเร่งรัดให้ผู้ป่วยได้รับสารอาหารครบถ้วนตามเวลา อาจทำให้กระเพาะอาหารรับไม่ทัน จนเกิดภาวะอาหารไหลย้อน (Reflux) และสำลักในที่สุด

  • โภชนาการที่ไม่สมดุล: การปั่นอาหารเองที่บ้าน มักขาดสารอาหารสำคัญ หรือมีความข้นหนืดที่ไม่เหมาะสม ทำให้ผู้ป่วยขาดน้ำหรือได้รับแคลอรีไม่พอต่อการฟื้นตัว

คำแนะนำจากพยาบาลเจี๊ยบ: การให้อาหารทางสายยางต้องเป็นไปตามตารางเวลาและปริมาณที่นักโภชนาการกำหนด และที่สำคัญที่สุดคือ การตรวจสอบตำแหน่งสายยาง ทุกครั้งด้วยเทคนิคที่แม่นยำ

4.3 เคสที่ 3: ผู้ป่วย "Stroke/อ่อนแรง" และการหยุดชะงักของการฟื้นฟู

ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) คือกลุ่มที่ต้องการการดูแลต่อเนื่องมากที่สุด เพราะการฟื้นฟูในช่วง "Golden Period" (6 เดือนแรก) คือตัวกำหนดคุณภาพชีวิตในระยะยาวของพวกเขา

ความเสี่ยงที่บ้าน:

  • การหยุดกายภาพบำบัด: เมื่อเทศกาลมาถึง คลินิกกายภาพบำบัดส่วนตัวปิดทำการ หรือญาติไม่สามารถพามารับบริการได้ การขาดการฟื้นฟู 7-14 วันในช่วง Golden Period มีผลทำให้กล้ามเนื้อและสมองถดถอยอย่างรวดเร็ว

  • การเกิดข้อยึดติด (Contracture): หากไม่มีการทำกายภาพแบบ Passive Exercise และการจัดท่าที่ถูกต้อง ข้อมือ ข้อศอก หัวเข่าของผู้ป่วยอาจแข็งติดจนไม่สามารถใช้งานได้ถาวร

  • ภาวะซึมเศร้า: ผู้ป่วยที่อ่อนแรงอยู่แล้ว เมื่อขาดกิจกรรมบำบัด ขาดสังคม และต้องอยู่แต่ในห้องในช่วงวันหยุด อาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า ซึ่งขัดขวางการฟื้นตัวของระบบประสาท

คำแนะนำจากพยาบาลเจี๊ยบ: สำหรับผู้ป่วยกลุ่มนี้ CMNH ให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูที่ "ไม่หยุดชะงัก" เราเชื่อว่าการฟื้นฟูต้องเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน (Life Integration) ไม่ใช่แค่การทำแบบฝึกหัด 30 นาทีต่อวัน

บทที่ 5: Safe Discharge Planning: โมเดลการรับส่งผู้ป่วยของ CMNH (สะพานเชื่อมต่อที่เชี่ยวชาญ)

Safe Discharge Planning: โมเดลการรับส่งผู้ป่วยของ CMNH (สะพานเชื่อมต่อที่เชี่ยวชาญ)
Safe Discharge Planning: โมเดลการรับส่งผู้ป่วยของ CMNH (สะพานเชื่อมต่อที่เชี่ยวชาญ)

เมื่อคุณตอบเช็กลิสต์ 50 ข้อแล้วพบว่าบ้านของคุณยังไม่พร้อม และตระหนักถึงความเสี่ยงของการดูแลเคสซับซ้อนในช่วงเทศกาล ทางออกที่ปลอดภัยและชาญฉลาดที่สุดคือการวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยสู่ ศูนย์ดูแลฟื้นฟูเฉพาะทาง ที่มีมาตรฐานการดูแลเทียบเท่าโรงพยาบาล โดยมีระบบการฟื้นฟูที่ถูกออกแบบโดยผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาท


โมเดล Safe Discharge Planning ของ CMNH ถูกออกแบบมาเพื่อเป็น "สะพานเชื่อมต่อ (Expert Bridge)" ระหว่างการรักษาเฉียบพลันในโรงพยาบาล กับการกลับไปใช้ชีวิตที่บ้าน (Home Integration) โดยแบ่งเป็น 3 ระยะหลัก:

ระยะที่ 1: Pre-Discharge Assessment (การประเมินและการประสานงานก่อนจำหน่าย)

ขั้นตอนนี้สำคัญที่สุด เป็นการลด "ความไม่แน่นอน" ที่จะเกิดขึ้น

  • การติดต่อประสานงาน (Clinical Handover): ทีมพยาบาลของ CMNH จะประสานงานโดยตรงกับพยาบาล/แพทย์ของโรงพยาบาล เพื่อรับข้อมูลการรักษาล่าสุด รายละเอียดการใช้ยา และแผนการทำแผล/หัตถการที่ต้องต่อเนื่อง

  • การประเมินความเสี่ยงเฉพาะบุคคล: พยาบาลจะวิเคราะห์ไฟล์ทางการแพทย์ เพื่อประเมินความเสี่ยง 7 ระดับของผู้ป่วย (เช่น ความเสี่ยงสำลัก, DVT, แผลกดทับ) และเตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็นก่อนผู้ป่วยเดินทางมาถึง

  • การออกแบบโปรแกรมฟื้นฟูเบื้องต้น: คุณหมอต้นและนักกายภาพบำบัดจะวางแผนการฟื้นฟูระบบประสาท (Neuro-Rehab Plan) ทันที เพื่อไม่ให้เสียเวลาในช่วง Golden Period

ระยะที่ 2: Transition & Medical Stabilization (การรับช่วงต่อและการดูแลอาการให้คงที่)

เมื่อผู้ป่วยเดินทางมาถึง CMNH สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการสร้างสภาพแวดล้อมที่ "ปลอดภัยและปลอดเชื้อ" ทันที

  • การดูแล Medical Management 24/7: ทีมผู้ดูแลสหวิชาชีพของเราจะเข้าควบคุมการบริหารยา การให้อาหาร การจัดการท่อเจาะคอ และการทำแผลตามมาตรฐานโรงพยาบาลตลอด 24 ชั่วโมง

  • การจัดการความเสี่ยง (Risk Protocol): การพลิกตัวทุก 2 ชั่วโมง การกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต และการเฝ้าระวังสัญญาณชีพอย่างเข้มงวด เพื่อลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน (Re-admission Risk)

  • การปรับตัวทางจิตใจ: ผู้ป่วยที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาลมักมีความกังวล ทีมงานของเราจะใช้ทักษะการสื่อสารเพื่อลดความตื่นตระหนก และให้ความมั่นใจกับญาติว่าผู้ป่วยอยู่ในมือผู้เชี่ยวชาญแล้ว

ระยะที่ 3: Continuous & Goal-Oriented Rehab (การฟื้นฟูที่ต่อเนื่องและมุ่งเน้นเป้าหมาย)

เป้าหมายสูงสุดของ CMNH คือการ "ส่งผู้ป่วยกลับบ้าน" อย่างมีคุณภาพ ไม่ใช่แค่การดูแลประคับประคอง

  • Rehab Integration: การฟื้นฟูระบบประสาทจะถูกบูรณาการเข้ากับกิจวัตรประจำวันของผู้ป่วย ไม่ใช่แค่ในห้องยิม แต่รวมถึงการฝึกทำกิจวัตรประจำวัน (ADL Training) เช่น ฝึกนั่งทานอาหาร ฝึกเข้าห้องน้ำ ภายใต้การดูแลที่ปลอดภัย

  • สหวิชาชีพแบบองค์รวม: ทีมนักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด และพยาบาล จะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด รายงานความคืบหน้าให้แพทย์และญาติทราบอย่างสม่ำเสมอ

  • Caregiver Training: เราจะไม่ปล่อยให้ญาติกลับบ้านไปพร้อมความกังวล แต่จะจัดโปรแกรมฝึกอบรมทักษะการดูแล (Skill Transfer) ให้กับผู้ดูแลหลัก ก่อนที่ผู้ป่วยจะกลับบ้านจริง เพื่อให้การดูแลที่บ้านเป็นไปอย่างราบรื่น

บทที่ 6: ผ่าตัดโครงสร้างค่าใช้จ่าย: ทำไม CMNH จึงเป็นการ "ลงทุน" ที่ชาญฉลาดที่สุดในระยะยาว

คำถามที่พบบ่อยที่สุดที่เจี๊ยบได้รับคือ: "ทำไมต้องเสียเงินเข้าศูนย์ฯ ในเมื่อสามารถจ้างคนมาดูแลที่บ้านได้ถูกกว่า?"


คำตอบที่เจี๊ยบมักจะให้คือ: การดูแลผู้ป่วยซับซ้อนไม่ใช่ "ค่าใช้จ่าย (Expense)" แต่คือ "การลงทุน (Investment)" ในการป้องกันความเสี่ยงและคุณภาพชีวิตระยะยาว

6.1 Home Care: ค่าใช้จ่ายที่มองไม่เห็น (The Hidden Cost)

การเลือกดูแลที่บ้านอาจมีค่าใช้จ่ายรายเดือนเริ่มต้นที่ต่ำกว่า แต่เมื่อพิจารณาในระยะยาว จะต้องเผชิญกับ "ค่าใช้จ่ายที่ซ่อนอยู่" ซึ่งมักจะบานปลายอย่างควบคุมไม่ได้:

รายการค่าใช้จ่าย

Home Care ( Hidden Cost)

CMNH (All-Inclusive Fee)

ค่าเข้าโรงพยาบาลฉุกเฉิน (Re-admission)

สูงมาก (จากภาวะสำลัก, ติดเชื้อในกระแสเลือด, แผลกดทับรุนแรง)

ต่ำมาก (มีระบบป้องกันและพยาบาล 24 ชม. เพื่อจัดการภาวะแทรกซ้อนเบื้องต้น)

ค่ากายภาพบำบัด (Ad-hoc Rehab)

สูง (จ้างนักกายภาพฯ รายชั่วโมง ราคาแพง และไม่ต่อเนื่อง)

รวมอยู่ในแพ็กเกจ (Continuous Rehab ทุกวัน)

ค่าอุปกรณ์ทางการแพทย์

สูง (ต้องซื้อ/เช่าเครื่องดูดเสมหะ, ที่นอนลมคุณภาพดี, ออกซิเจน)

รวมอยู่ในค่าบริการ (ศูนย์ฯ จัดหาอุปกรณ์มาตรฐาน)

ค่าจ้างผู้ดูแล (Non-Professional)

ต่ำ (จ้างผู้ดูแลทั่วไป) แต่ เสี่ยงสูง ต่อความผิดพลาดในการจัดการหัตถการ

รวมบริการพยาบาลวิชาชีพ (Care & Medical Management)

ความสูญเสียด้านอาชีพ

ญาติอาจต้องลาออกจากงานมาดูแลผู้ป่วยเอง

ญาติสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ (Peace of Mind)

6.2 CMNH: การลงทุนใน "ความมั่นคง" และ "โอกาสในการฟื้นตัว"

CMNH ไม่ได้ขายแค่ "เตียง" หรือ "อาหาร" แต่เราขาย "ระบบนิเวศน์การดูแล (Ecosystem of Care)" ที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายที่สำคัญที่สุด 2 ส่วนในระยะยาว:

  1. ลดค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน: การป้องกันแผลกดทับ, การจัดการการหายใจ และการบริหารยาอย่างมืออาชีพตลอด 24 ชั่วโมง ลดโอกาสที่ผู้ป่วยจะต้องเข้าห้องฉุกเฉินในช่วงเทศกาลได้อย่างมีนัยสำคัญ (Saving tens of thousands of Baht per emergency)

  2. ลงทุนในผลลัพธ์การฟื้นฟู: เมื่อการฟื้นฟูระบบประสาทเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพภายใต้การดูแลของศัลยแพทย์สมอง โอกาสที่ผู้ป่วยจะกลับมาช่วยเหลือตัวเองได้จะสูงขึ้น ซึ่งหมายถึง "การลดความจำเป็นในการพึ่งพาการดูแลระยะยาว" (Long-Term Care) ซึ่งเป็นการประหยัดเงินในอนาคตได้หลายแสนบาท


สรุปมุมมองทางการเงิน: การเลือก CMNH ในช่วงวิกฤต "เคลียร์เตียง" จึงไม่ใช่แค่การหาที่พักชั่วคราว แต่คือการตัดสินใจทาง "การเงินที่ชาญฉลาด" ที่ปกป้องผู้ป่วยจากความเสี่ยง และเพิ่มโอกาสสูงสุดในการฟื้นตัวค่ะ

บทที่ 7: จิตวิทยาผู้ดูแล: รับมือความรู้สึกผิด (Guilt) และภาวะหมดไฟ (Caregiver Burnout) ช่วงเทศกาล

ในฐานะพยาบาล เจี๊ยบเห็นมามากมายว่าคนที่เสียสละที่สุดในการดูแลผู้ป่วยติดเตียงหรือผู้ป่วยซับซ้อนคือ "ผู้ดูแลหลัก" ไม่ว่าจะเป็นลูก คู่ชีวิต หรือญาติสนิท โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเทศกาล ที่ทุกคนควรได้พักผ่อน แต่ผู้ดูแลเหล่านี้กลับต้องแบกรับความเครียดและความเหงาไว้ตามลำพัง


หลายครอบครัวตัดสินใจพาผู้ป่วยกลับบ้านในช่วงเทศกาล เพราะไม่อยากรู้สึกผิดที่ทิ้งผู้ป่วยไว้ที่โรงพยาบาล หรือศูนย์ดูแลฯ แต่เจี๊ยบอยากให้คุณตระหนักว่า "ความรู้สึกผิด" อาจเป็นอันตรายต่อตัวคุณเองและคนที่คุณรักได้มากกว่าที่คุณคิดค่ะ

7.1 ความแตกต่างระหว่างความรัก กับ "Caregiver Burnout"

การดูแลผู้ป่วยไม่ใช่การวิ่งระยะสั้น แต่คือการวิ่งมาราธอน หากไม่มีการเติมพลังงานให้ตัวเอง (Self-Care) อย่างสม่ำเสมอ คุณจะเข้าสู่ภาวะ Caregiver Burnout หรือภาวะหมดไฟในการดูแล ซึ่งส่งผลเสียทั้งทางร่างกายและจิตใจอย่างรุนแรง

5 สัญญาณเตือนที่บอกว่าคุณกำลังเข้าสู่ภาวะหมดไฟ:

  1. อ่อนเพลียเรื้อรัง (Chronic Fatigue): แม้นอนหลับเพียงพอ แต่รู้สึกไม่สดชื่น ไม่กระปรี้กระเปร่าตลอดเวลา

  2. ความหงุดหงิด/ขาดความอดทน: ตอบสนองต่อผู้ป่วยหรือสมาชิกคนอื่นในบ้านด้วยอารมณ์ที่รุนแรงกว่าปกติ หรือรู้สึกรำคาญใจแม้ในเรื่องเล็กน้อย

  3. การแยกตัวจากสังคม: ปฏิเสธการเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมทั้งหมด รู้สึกว่าคนอื่นไม่เข้าใจปัญหาของเรา

  4. ปัญหาสุขภาพทางกาย: ปวดศีรษะ ปวดหลัง ปวดกล้ามเนื้อ หรือน้ำหนักตัวลดลง/เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ

  5. การขาดประสิทธิภาพในการดูแล (Decreased Efficiency): เริ่มลืมให้ยา ลืมพลิกตัว หรือดูแลความสะอาดได้ไม่ดีเท่าเดิม ซึ่งเป็นความเสี่ยงต่อผู้ป่วยโดยตรง

7.2 จัดการกับความรู้สึกผิด (Caregiver Guilt): การรักตัวเองไม่ใช่เรื่องเห็นแก่ตัว

นี่คือบทสนทนาที่เจี๊ยบได้ยินบ่อยที่สุด: "ถ้าพาแม่ไปอยู่ศูนย์ในช่วงปีใหม่ จะดูเป็นลูกที่ไม่ดีไหมคะ?"

เจี๊ยบขอตอบอย่างชัดเจนในฐานะพยาบาลว่า: "การจัดหาทางเลือกในการดูแลที่ปลอดภัยและเชี่ยวชาญให้กับคนที่คุณรัก คือการแสดงความรับผิดชอบและความรักที่แท้จริง"

  • เปลี่ยนมุมมอง: การส่งมอบภาระการดูแลที่ซับซ้อนให้กับทีมพยาบาลวิชาชีพที่พร้อมรับมือกับวิกฤตตลอด 24 ชั่วโมง คือการ "เพิ่มความปลอดภัย" ให้ผู้ป่วย ไม่ใช่การทอดทิ้ง

  • การดูแลอย่างยั่งยืน: หากผู้ดูแลหลักล้มป่วยจาก Burnout ผู้ป่วยจะขาดคนดูแลทันที การได้พักผ่อน 7-10 วันในช่วงเทศกาล เพื่อฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ จะทำให้คุณกลับมาดูแลคนที่คุณรักต่อได้อย่างเต็มประสิทธิภาพไปอีกหลายปี

7.3 โซลูชันแห่งความเข้าใจ: Respite Care (การดูแลพักผ่อน) ของ Tranquila

สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการคงที่และญาติที่ต้องการพักผ่อนแบบอุ่นใจ ทางเครือข่ายของเรายังมี Tranquila Elderly Care ซึ่งเป็นศูนย์ดูแลผู้สูงอายุสไตล์รีสอร์ทที่เชียงใหม่ ที่ให้บริการ Respite Care (การดูแลพักผ่อน) โดยเฉพาะ

  • บรรยากาศเยียวยา: Tranquila ออกแบบตามหลัก Biophilic Design (การออกแบบที่เชื่อมโยงกับธรรมชาติ) เพื่อให้ผู้สูงอายุได้สัมผัสกับความสงบเงียบและความสวยงามของธรรมชาติ (Healing Environment) ซึ่งช่วยบำบัดทั้งร่างกายและจิตใจ

  • กิจกรรมบำบัดเฉพาะทาง: ที่ Tranquila เราเชื่อใน "พลังของกิจกรรมบำบัด" ที่สำคัญกว่ายาบำรุงสมอง เราจัดกิจกรรมกลุ่ม เช่น ดนตรีบำบัด ศิลปะบำบัด และการเข้าสังคม (Day Care) เพื่อกระตุ้นสมองและลดภาวะซึมเศร้า ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณแม่ของคุณอาจไม่ได้รับหากอยู่บ้านเพียงลำพัง

  • ทางเลือกที่ยืดหยุ่น: Respite Care ที่ Tranquila เปิดโอกาสให้ผู้ดูแลหลักได้พักผ่อนได้อย่างแท้จริง โดยที่ผู้ป่วยยังได้รับการดูแลมาตรฐานสูง ในสภาพแวดล้อมที่ผ่อนคลาย ไม่รู้สึกเหมือนอยู่ในโรงพยาบาล

บทสรุป: เปลี่ยนวิกฤต "เคลียร์เตียง" ให้เป็นโอกาสในการฟื้นฟูที่ยั่งยืน

ตลอดบทความฉบับนี้ เจี๊ยบได้พาคุณไปทำความเข้าใจถึง ปรากฏการณ์เคลียร์เตียง ในช่วงเทศกาล ซึ่งเป็นวิกฤตการณ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สามารถรับมือได้อย่างชาญฉลาด

สิ่งสำคัญที่เจี๊ยบอยากเน้นย้ำในฐานะพยาบาลวิชาชีพคือ:

  1. ความปลอดภัยต้องมาก่อน: หากคุณไม่สามารถตอบ "ใช่" ในเช็กลิสต์ความพร้อม 50 ข้อได้ทั้งหมด โดยเฉพาะในเรื่องหัตถการทางการพยาบาลที่ซับซ้อน โปรดอย่าเสี่ยงดูแลเองในช่วงวันหยุดยาว

  2. การฟื้นฟูที่ต่อเนื่องคือหัวใจ: สำหรับผู้ป่วย Stroke หรือผู้ป่วยระบบประสาท การหยุดชะงักของการฟื้นฟูแม้เพียงสัปดาห์เดียวก็อาจส่งผลเสียร้ายแรงได้

  3. CMNH คือสะพานเชื่อมต่อที่เชี่ยวชาญ: เราพร้อมเป็น "Safe Discharge Planner" ของคุณ ด้วยมาตรฐานการดูแลที่ควบคุมโดย นายแพทย์ ณัฐวรรธ วิฑูรย์ (ศัลยแพทย์ระบบประสาทและสมอง) และทีมพยาบาลวิชาชีพของเราที่ผ่านการฝึกอบรมการดูแลผู้ป่วยซับซ้อนมาโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็น ผู้ป่วยเจาะคอ ผู้ป่วยให้อาหารทางสายยาง หรือผู้ป่วยติดเตียง เราดูแลคุณได้อย่างปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง


อย่าปล่อยให้ความกังวลในช่วงเทศกาลมาบดบังความสุขและความหวังในการฟื้นตัว

การวางแผนล่วงหน้า คือกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสในการฟื้นฟูที่ยั่งยืน CMNH ขอเป็นผู้ช่วยในการจัดการทุกความเสี่ยงทางการแพทย์ เพื่อให้คุณและครอบครัวสามารถใช้ช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนได้อย่างอุ่นใจ

จองเตียง Safe Discharge Planning สำหรับช่วงวันหยุดยาวล่วงหน้าได้แล้ววันนี้ เพราะเตียงพิเศษสำหรับเคสซับซ้อนมักเต็มอย่างรวดเร็ว


ติดต่อเราเพื่อปรึกษาแผนการดูแลที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับคนที่คุณรัก

📟 LINE OA : https://lin.ee/to0koJk

📞 Tel. : 089-810-3889 , 080-124-8695

ศูนย์ดูแลผู้ป่วยผู้สูงอายุ แทรงควิลา - Tranquila Elderly Care

ศูนย์ดูแลผู้ป่วย ผู้สูงอายุเชียงใหม่เนิร์สซิ่งโฮมแคร์

 
 
 
bottom of page